สวนมะนาวเมืองจันทร์ 5หมู่7 ต.ซึ้ง อ.ขลุง จ.จันทบุรี  www.chanapanmanaw.com 

8 items tagged "โรคแคงเกอร์"

ทั้งหมด 1 - 8 จาก 8

วิธีดูแลมะนาว

วิธีการดูแลมะนาว

การดูแลต้นมะนาวนั้น ทางสวนมะนาวเมืองจันทร์ มีวิธีการหลักๆในการดูแลดังนี้
 
   – การให้น้ำ การปลูกมะนาว ในระยะแรก ควรให้น้ำมะนาว อาทิตย์ละ 2-3ครั้ง
     โดยการให้ครั้งละ15-20นาที ถ้าปลูกตรงกับช่วงฤดูฝนไม่จำเป็นต้องให้น้ำเลย
 
   – วัชพืช    หมั่นคอยดูแลโคนต้นบริเวณทรงพุ่มและพื้นที่ในการปลูกมะนาว
      ไม่ควรจะปล่อยให้มีหญ้าขึ้นรก เนื่องจากพวกวัชพืชเหล่านี้จะคอยแย่งธาตุอาหารจาก
      ต้นมะนาวไปซึ่งจะทำให้ต้นมะนาวมีใบเป็นสีเหลือง ควรที่จะกำจัดโดยการ ดายหญ้า
      ตัดหญ้า บริเวณทรงพุ่มให้สะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ
 
   – ศัตรูพืช   มะนาวในระยะแรก ถ้ามีการแตกยอดอ่อนขึ้นมา มักจะมีหนอน,เพลี้ย
      เข้ามาทำลายใบอ่อนโดยการกัดกินดูดน้ำเลี้ยง ซึ่งจะทำให้ยอดอ่อนของมะนาวนั้นเสียหาย
      ให้พ่นยาป้องกันแมลงในระยะที่แตกยอดอ่อนไปจนถึงใบเป็นเพลาด โดยพ่นห่างกันครั้งละ
      7-10วัน ในอัตราส่วนที่ระบุข้างขวด  โดยทางสวนมะนาวเมืองจันทร์ ใช้สารกำจัดแมลงที่ชื่อ
      อะบาเม็กติน     สำหรับกำจัดหนอน ที่ชอบมากัดกินยอดอ่อน-ใบอ่อน
      คาโบซันแฟน    สำหรับกำจัด เพลี้ย ที่มาดูดน้ำเลี้ยงจากใบ ทำให้บิดเบี้ยว
      อิมิดาคลอพริด   ยี่ห้อ โปรวาโด ในการกำจัด พวกแมลงปากดูดทั้งหลาย
      โพรพาร์ไกต์      ยี่ห้อ โอไมท์ 57 ใช้ในการกำจัด ไรแดง
      โดยที่ทางสวน จะดูว่าช่วงเวลาไหนที่แมลงหรือศัตรูพืชชนิดใดระบาดหนัก
      ก็จะใช้ยาตัวนั้นกำจัดให้ตรงกับแมลงหรือศัตรูพืชนั้นๆ
 
  – การใส่ปุ๋ย   หลังจากปลูกมะนาวได้1เดือน ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 25-7-7 หรือ 27-6-6
     โดยใส่เดือนละครั้ง ครั้งละครึ่งกำมือ โดยใส่ไม่ให้ชิดบริเวณโคนต้นมากเกินไป
     ก่อนใส่ให้ทำการให้น้ำให้ดินชุ่มก่อน แล้วจึงค่อยทำการใส่ปุ๋ยลงไป หลังจากนั้น
     ก็ทำการให้น้ำเพื่อให้ปุ๋ยละลายอีกครั้ง
   
     และนี่ก็คือหลักวิธีการดุแลต้นมะนาวแบบง่ายๆ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม
     ให้หาอ่านได้จาก บทความ ของเว็บไซต์ได้ครับ

ใส่ปุ๋ยมะนาววงบ่อซีเมนต์

สารกำจัดแมลงในสวนมะนาว,หนอน,ศัตรูพืช,เพลี้ยไฟ,ไรแดง,หนอนชอนใบ,

พ่นยามะนาว,อะบาเม็กติน,สารเคมี,กำจัด,ศัตรูพืช,หนอนชอนใบ,

โรคที่สำคัญของมะนาว

โรคที่สำคัญของมะนาว

          ลักษณะอาการ จะเกิดขึ้นได้แทบทุกส่วน ทั้งที่ใบ กิ่งก้าน และผล โดยอาการที่ใบ
     และผลจะมีลักษณะคล้ายกัน คือจะเกิดเป็นแผลกลม แล้วจะขยายใหญ่ ฟู นูนคล้ายฟอง
     น้ำ มีสีเหลืองอ่อนถึงสีเหลืองเข้ม ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม และจะแตกเป็นสะเก็ด
     มีวงแหวนสีเหลืองล้อมรอบแผล ส่วนอาการที่กิ่งก้าน จะมีแผลฟูนูนสีเหลือง ต่อมาแผลจะ
     แตกแห้งเป็นสีน้ำตาลขยายไปรอบๆ กิ่ง รูปร่างธองแผลไม่แน่นอน และไม่มีวงแหวนล้อม
     รอบ เมื่อต้นมะนาวเป็นโรคนี้มากๆ จะแสดงอาการต้นโทรม แคระแกร็น ใบร่วง ผลผลิตลด
     ลงกิ่งและต้นจะแห้งตายในที่สุด
 
          การป้องกันกำจัด ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคเผาทำลาย ไม่ขยายพันธุ์จากต้นแม่ที่เป็นโรค
     แคงเกอร์ พยายามอย่าให้มะนาวเกิดบาดแผล และ ป้องกันแมลงที่เป็นพาหะ เช่น หนอน
     ชอนใบ หรือฉีดพ่นด้วยสารเคมี กำจัดแมลงกลุ่มคาร์บาริล มาลาไธออน
 
2. โรคราดำ
    ลักษณะอาการ ใบ กิ่งก้าน และผลจะมีราสีดำ สกปรกกระด้างทำให้ผมไม่สวยต้น
     มะนาวจะแคระแกร็นการป้องกันกำจัด ทำลายส่วนที่เป็นโรคโดยการเผาไฟหรือใช้ สาร
     เคมีกำจัดแมลงฉีดพ่นเพื่อกำจัดแมลงประเภทปากดูดชึ่งเป็นสาเหตุ ทำให้เกิดโรคราดำ
 
3. โรคกรีนนิ่ง (ใบแก้ว)
          ลักษณะอาการ ใบจะด่างเป็นสีเหลือง หรือขาวใสระหว่างเส้นใบ ใบมีขนาดเล็กลง
     ในที่สุดใบและยอดจะแห้งตาย ผลมีขนาดเล็ก น้ำหนักน้อย ต้นจะโทรม
 
          การป้องกันกำจัดทำลายส่วนที่เป็นโรคโดยการเผาไฟ ใส่ปุ๋ยที่มี ธาตุสังกะสีและ
     แมกนีเชียม ปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดินใหัอยู่ระหว่าง 6.0-6.5
 
4. โรคยางไหล
          ลักษณะอาการ มีอาการยางไหลบริเวญลำต้นและกิ่งก้าน เปลือกจะเน่าและแผลจะลุกลาม
   ไปถึงเนื้อไม้การป้องกันกำจัด ควรตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืชเพื่อให้แสงแดดส่องได้ทั่วถึงและ
    ควรทาบาดแผลด้วยสารทองแดงหรือกำมะถันผสมปูนขาว ถ้ามีการระบาดมากก็เผาทำลายเสีย
 
5. โรครากเน่าและโคนเน่า
    ลักษณะอาการ รากฝอยและรากแขนง จะเน่ามีสีน้ำตาลหรือดำ ลักษณะเหนียว ไม่ยุ่ย เปลือก
    ของลำต้นจะปริแตกออก โดยเฉพาะโคนต้น และมียางไหลบริเวณขอบแผล เมื่อรากและต้นถูก
    ทำลายมากๆ จะทำให้ใบเหลืองและร่วงหล่น
 
         การป้องกันกำจัด อย่าให้มีน้ำขัง บริเวณโคนต้น และไม่ควรใส่ปุ๋ยหมักหรือ
         ปุ๋ยคอกมากเกินในช่วงฤดูฝน

โรคแคงเกอร์

โรคกรีนนิ่ง

โรคยางไหล

โรครากเน่าโคนเน่า

    แหล่งที่มาจาก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมให้หาอ่านได้จาก บทความ ของเว็บไซต์

 

โรคเมลาโนสหรือโรคราน้ำหมากในสวนมะนาว

โรคเมลาโนสหรือโรคราน้ำหมากในสวนมะนาว

วันนี้ทางสวนจะขอพูดถึง โรคเมลาโนสหรือโรคราน้ำหมากในสวนมะนาวที่ได้เกิดขึ้นกับต้นมะนาวแป้น
  พิจิตร1 ของทางสวนเอง โดยอาการของโรคนี้ จะมีอาการใบเป็นจุดด่างๆ หรือเป็นกระ ที่บริเวณผิวใบ มะนาว
  และเป็นเหมือนคราบน้ำหมากเป็นจุดๆสีน้ำตาลที่บริเวณใต้ใบของมะนาว โดยอาการนี้เริ่มพบในช่วง ปลายฤดู
  ฝน โดยเฉพาะใบที่อยู่ใกล้กับโคนต้น หรือใบที่โดนแสงแดดส่องไม่ถึง   ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้พบโรคเมลาโนส
  หรือโรคราน้ำหมากระบาดในช่วงนี้ ซึ่งทางสวน ก็ได้ทำการตัดแต่งกิ่งมะนาว และใบมะนาวที่เป็นออก แล้ว
  ก็ได้ทำการพ่นยาป้องกันโรคนี้ เพื่อป้องกันยอดชุดต่อไปจะได้ไม่เป็นโรคนี้อีก โดยปกติโรคนี้จะเป็นเฉพาะใบ
  ที่เพสลาดจนถึงใบที่แก่ ส่วนใบอ่อนของมะนาวทางสวนไม่พบโรคนี้
 
ซึ่งลูกค้าหลายท่านที่ปลูก มะนาวแป้นพิจิตร1 ทั้งที่เดินทางมาเยี่ยมชมสวนและชาวสวนมะนาว
  หลายท่านที่ได้พูดคุยกัน ต่างก็บอกว่าเป็นโรคนี้เหมือนกันแต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไรจะแก้ยังไง บางท่านก็
  ตีความไปว่าเป็น โรคแคงเกอร์ในมะนาว ซึ่งโรคเมลาโนสหรือโรคราน้ำหมากนี้บริเวณที่เป็นแผลจะไม่มี
  ความนูนเป็นสะเก็ดเหมือนกับโรคแคงเกอร์ วันนี้ทางสวนเลยขอพูดถึงโรคเมลาโนสหรือโรคราน้ำหมาก
  ในสวนมะนาว ว่าเป็นอย่างไรให้เพื่อนๆชาวสวนมะนาวได้รู้จักกัน

โรคเมลาโนส หรือโรคราน้ำหมาก
  โรคเมลาโนส หรือโรคราน้ำหมาก เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา Cercospora citri พบระบาดมากในฤดูแล้ง หรือ
  ประมาณเดือนตุลาคมถึงเมษายน โรคนี้มักเกิดกับใบที่เริ่มเพสลาด โดยเกิดตุ่มคล้ายกระดาษทรายน้ำ หรือ
  เกิดรอยเปื้อนคล้ายน้ำหมากบนใบ โดยเฉพาะด้านใต้ใบ และอาจเกิดกับกิ่งทำให้แห้งตายจากปลายกิ่งได้
 
การป้องกันกำจัด
  1. ตัดแต่งกิ่ง และทรงพุ่มของต้นมะนาวไม่ให้รกทึบ
  2. หากพบโรคในระยะแรกเริ่มและไม่มีการระบาดมาก ควรรีบตัดกิ่งที่เป็นโรคและเผาทำลาย
ฉีดสารเคมี
      ป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ซีเนบ มาเนบ หรือแมนโคเซบ เพื่อป้องกันการระบาดของโรค
  3. ในกรณีที่เกิดการระบาดของโรค ควรใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราโพรพิเนบ คลอโรทาโลนิล หรือ
      คาร์เบนดาซิม ฉีดพ่นประมาณ 7 - 10 วัน/ครั้ง ฉีดพ่น 2 - 3 ครั้งติดต่อกัน

โรคเมลาโนสอาการที่เกิดบริเวณใต้ใบ

 

โรคเมลาโนสอาการที่เกิดบริเวณผิวใบ

 

โรคเมลาโนสหรือโรคราน้ำหมากในมะนาว

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมให้หาอ่านจากบทความของเว็บได้ที่  >> บทความ 
 

โรคแคงเกอร์ในมะนาว

โรคแคงเกอร์ในมะนาว

โรคแคงเกอร์ ถือว่าเป็น โรคที่สำคัญ ที่สุดของพืชตระกูลส้มต่างๆ เช่น ส้มโอ ส้มสายน้ำผึ้ง ส้มเขียวหวาน ส้มโชกุน รวมทั้งมะนาวด้วย ซึ่ง
หากดูแลและป้องกันโรคแคงเกอร์ไม่ดี โรคแคงเกอร์นั้นจะเข้าทำลายในทุกๆส่วนของต้นมะนาว ไม่ว่าจะเป็น ลำต้น กิ่ง ใบ แลผล หากมีการระบาดรุนแรงสามารถเข้าทำลายกิ่งและลำต้นได้  ทำให้ใบร่วงมาก ต้นโทรม   แคระแกร็น กิ่งแห้งตาย  ผลผลิตลดลง และต้นตายในที่สุด สาเหตุนั้นก็มาจาก เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas axonopodis pv.citri  
 
     
ลักษณะอาการของโรคแคงเกอร์
ลักษณะอาการ จะเกิดขึ้นได้แทบทุกส่วน ทั้งที่ใบ กิ่งก้าน และผล โดยอาการที่ใบจะมี
    ลักษณะ คือจะเกิดเป็นแผลกลม แล้วจะขยายใหญ่ ฟู นูนคล้ายฟองน้ำ มีสีเหลืองอ่อนถึงสี
    เหลืองเข้ม ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม และจะแตกเป็นสะเก็ด มีวงแหวนสีเหลืองล้อม
    รอบแผล ส่วนอาการที่กิ่งก้าน จะมีแผลฟูนูนสีเหลือง ต่อมาแผลจะแตกแห้งเป็นสีน้ำตาล
    ขยายไปรอบๆ กิ่ง รูปร่างของแผลไม่แน่นอน และไม่มีวงแหวนล้อมรอบ ถ้าเกิดแผลแคง
    เกอร์บนผล อาจทำให้ผลแตกในลักษณะตามขวางได้ เนื่องจากบริเวณแผลเป็นเนื้อตายแห้ง
    แข็งจึงไม่ขยายตามขนาดผล เมื่อต้นมะนาวเป็นโรคนี้มากๆ จะแสดงอาการต้นโทรม แคระ
    แกร็น ใบร่วง ผลผลิตลดลงกิ่งและต้นจะแห้งตายในที่สุด
 
ช่วงที่พบโรคแคงเกอร์ระบาดมากที่สุด
โรคแคงเกอร์ที่พบในสวนมะนาว จะพบมากที่สุดในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม- 
    เดือนตุลาคมของทุกๆปี ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas axonopodis
    pv.citri  โดยจะแพร่กระจายไปกับลม น้ำ น้ำฝน หรือกิ่งพันธุ์ที่เป็นโรค นอกจากนี้การเข้า
    ทำลายของแมลง เช่น หนอนชอนใบ จะทำให้เกิดแผล ซึ่งจะเป็นช่องทาง ให้เชื้อแบคทีเรีย
    สาเหตุของโรคแคงเกอร์เข้าทำลายได้ง่าย 
 
การป้องกันและกำจัดโรคแคงเกอร์
การป้องกันและกำจัด สามารถทำได้ด้วยการปลูกด้วยกิ่งพันธุ์ที่ปลอดจาก โรคแคงเกอร์
    และไม่ขยายพันธุ์จากต้นแม่พันธุ์ที่เป็นโรคแคงเกอร์ หมั่นคอยดูแลและตรวจแปลงอย่างสม่ำ
    เสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่พืชกำลังแตกใบอ่อน หรือติดผลอ่อนต้องคอยระวังแมลงที่เป็นพาหะ
    เช่น หนอนชอนใบ ซึ่งจะเข้ามาทำลายใบอ่อนให้เกิดแผล ซึ่งจะเป็นช่องทาง ให้เชื้อแบคทีเรีย
    สาเหตุของโรคแคงเกอร์เข้าทำลายได้ง่าย ในช่วงฤดูฝน หมั่นคอยทำความสะอาดแปลงปลูก
    โดย การตัดแต่งกิ่ง แห้งที่เป็นโรครวมทั้งเก็บใบ และผลที่เป็นโรคออกจากบริเวณแปลงปลูก
    แล้วนำไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงเสียให้หมด 
 
การป้องกันโรคแคงเกอร์ สามารถทำได้ด้วยการฉีดพ่นสารเคมี คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์
    ในอัตรา 15-20 กรัม ต่อน้ำ20 ลิตร โดยทำการพ่นทุก7-10วัน ต่อครั้ง อย่างสม่ำเสมอ โดย
    เฉพาะฤดูฝน  หรือป้องกันโรคแคงเกอร์โดยวิธีการฉีดพ่นด้วย สาร นาโนซิงค์ออกไซด์
    ในอัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ระยะเวลาในการฉีดพ่นทุก 10-15 วันต่อครั้ง
 

โรคแคงเกอร์ในมะนาว

โรคแคงเกอร์มะนาว

โรคแคงเกอร์ที่พบในมะนาว

ลักษณะอาการของโรคแคงเกอร์

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมให้หาอ่านได้จาก บทความ ของเว็บไซต์
 

สารจับใบมะนาวเพิ่มประสิทธิภาพในการพ่นยา

สารจับใบมะนาวเพิ่มประสิทธิภาพในการพ่นยา

การดูแลรักษาต้น,กิ่ง,ใบ ของต้นมะนาวนั้น ชาวสวนมะนาวก็ต้องพ่นยากันหลากหลายชนิด
ไม่ว่าจะเป็น สารกำจัดแมลง ฮอร์โมนซึ่งสารก็มีทั้งแบบน้ำและแบบผงหรือในรูปแบบปุ๋ยเกร็ด การ
พ่นยาในแต่ละครั้งโดยเฉพาะฤดูฝน หากตัวสารโดนน้ำฝนหรือน้ำค้าง สารก็จะถูกชำระล้างออกไป
ทำให้หมดประสิทธิภาพเร็วกว่าที่ควร ทำให้ต้องพ่นยาใหม่ ซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองระยะเวลาและยาที่
พ่นอีกทั้งทั้งค่าใช้จ่ายการใช้สารจับใบผสมเข้าไปในตัวยาที่ใช้พ่นในสวนมะนาว ก็จะเป็นการเพิ่ม
ประสิทธิภาพของตัวยาที่ใช้พ่น ทำให้สารเกาะติดใบพืชได้นานทนต่อการชะล้างของน้ำฝน ซึ่งก็จะ
เป็นประโยชน์ทำให้ประหยัดระยะเวลาประหยัดตัวยาที่ใช้พ่นไม่ต้องพ่นบ่อยๆ อีกทั้งยังประหยัดค่า
ใช้จ่ายไปด้วย
สารจับใบหรือยาจับใบพืช
สารจับใบ หรือยาจับใบ(surfactant) คือ สารที่ช่วยลดแรงตึงผิว
ของใบพืช เมื่อผสมสารจับใบแล้ว ส่วนผสมของสารเคมีเกษตรกร
ที่มีสารจับใบอยู่ด้วยจะไม่เกาะตัวเป็นหยดน้ำ และไหลหล่นจากใบ
พืช แต่สารเคมีเหล่านี้จะกระจายไปทั่วทั้งใบ ทำให้มีประสิทธิภาพ
ในการแทรกซึมเข้าไปในใบพืชมากขึ้น   และสารจับใบนี้ ซึ่ง
ปัจจุบันมีอยู่หลายยี่ห้อ ซึ่งก็มีราคาไม่แพงมากประมาณกระติกละ
100บาทปริมาณ ลิตร ราคาจากผลิตภัณฑ์ที่ทางสวนได้ใช้อยู่
 
คุณสมบัติของสารจับใบที่ใช้ในสวนมะนาว
 
1. ช่วยให้ยาปราบศัตูพืชต่างชนิดรวมกันดีขึ้น เช่น ยาผง กับยาน้ำ
2. ช่วยลดแรงตึงของผิวละอองน้ำยาที่พ่นทำให้แพร่กระจายกว้าง
    และเปียกสม่ำเสมอ ทั่วพื้นผิวของพืชอย่างรวดเร็ว
3. ช่วยให้สารเคมีที่พ่นจับติดแน่น และมีปริมาณมากกว่า สามารถ
    มองเห็นด้วยตาเปล่า ทำให้น้ำยาไม่ไหลสูญเสียไป
4. ช่วยยืดอายุการออกฤทธิ์ และเพิ่มประสิทธิภาพของสารเคมี
    โดยลดการสูญเสียจากสภาพแวดล้อมเช่น แสงแดด ฝนตก 
    ลม และการให้น้ำ
5. ช่วยลดปริมาณน้ำยาที่พ่น ทำให้ประหยัดและได้ผลเยี่ยม
6. ใช้ได้กับพืชทุกชนิด โดยเฉพาะพืชที่มีผิวมัน ใบนวล ใบคาย
    พืชที่มีขน ซึ่งปกติแล้วน้ำยาจะจับติดยาก
 
วิธีใช้สารจับใบ
 
ใช้ในอัตรา 10-20 ซีซี ต่อน้ำ 20ลิตร ผสมกับน้ำยาปราบศัตรูพืช,
ปุ๋ยเกร็ด,ธาตุอาหารเสริม,หรือปุ๋ยน้ำต่างๆ แล้วจึงค่อยผสมสารจับ
ใบเป็นสารสุดท้ายที่ผสมลงในถังที่พ่น โดยคนให้ยาที่ผสมให้เข้า
กันเสียก่อนแล้วจึงฉีดพ่น แต่ทั้งนี้แต่ละยี่ห้ออัตราการผสมไม่เท่ากัน

สารจับใบมะนาวเพิ่มประสิทธิภาพในการพ่นยา

 

คุณสมบัติสารจับใบมะนาว

 

วิธีใช้สารจับมะนาว

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมให้หาอ่านจากบทความของเว็บได้ที่  >> บทความ 
 

การตัดแต่งกิ่งมะนาว

การตัดแต่งกิ่งมะนาว

    การตัดแต่งกิ่งมะนาวนั้น ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญและเป็นประโยขน์กับต้นมะนาวมากๆ เพราะการตัดแต่งกิ่งให้ต้นมะนาวนั้นจุดประสงค์หลักๆก็คือกำจัดกิ่งที่ไม่เป็นประโยขน์ทิ้งไปเช่นกิ่งแคระแรน,กิ่งที่เป็นโรค จนทำให้ต้นนั้นจะมีกิ่งที่สมบูรณ์และมีความพร้อมในการติดผลที่ดี วันนี้ทางสวนมะนาวเมืองจันทร์จะขอแนะนำวิธีการตัดแต่งกิ่งมะนาวตามจุดประสงค์ต่างๆให้เพื่อนๆชาวสวนมะนาวได้รู้จักกันดังนี้
 
  • การตัดแต่งกิ่งกระโดงเพื่อจัดระเบียบทรงพุ่ม  
     สำหรับมะนาวปลูกใหม่เมื่อมะนาวเริ่มมีอายุ6เดือนขึ้นไปมักจะมีกิ่งกระโดงตั้งและกิ่งกระโดงครีบข้างที่จะแตกกิ่งออกมายาวกว่ากิ่งอื่นๆ ควรเริ่มที่จะตัดแต่งกิ่งกระโดงนั้นออกให้เสมอกับกิ่งอื่นๆ เพื่อจัดระเบียบทรงพุ่ม ทำให้ทรงพุ่มสวยงามและทำให้สะดวกต่อการเข้าปฎิบัติงานและการตัดแต่งกิ่งกระโดงครีบข้างออกไปนี้ยังถือว่าจัดสมดุลของต้นไม่ให้ต้นเอนไปทางด้านใดด้านหนึ่ง เพราะว่าหากไม่ตัดทิ้งไปถ้ามะนาวโตขึ้นเรื่อยๆจะทำให้เอนและล้มไปในที่สุด
 
  • การตัดแต่งกิ่งให้ต้นโปร่ง
     สำหรับมะนาวในปีแรกยังไม่จำเป็นต้องตัดแต่งเลย การตัดแต่งให้ต้นโปร่งนี้เพื่อให้แสงแดดและอากาศเข้าถึง ทำให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกจะได้ไม่เป็นที่สะสมของเชื้อโรคบริเวณของโคนต้นมะนาวและยังจะทำให้กิ่งที่อยู่ด้านล่างได้รับแสงแดดจึงทำให้กิ่งที่อยู่ด้านล่างสามารถปรุงอาหารได้ การตัดแต่งควรทำกับต้นมะนาวที่พร้อมจะให้ติดผลแล้ว ถึงจะเหมาะสมที่สุด
 
  • การตัดแต่งกิ่งที่ไม่มีประโยชน์ทิ้ง
    สำหรับการตัดแต่งกิ่งแบบนี้ทางสวนจะทำการตัดแต่งเมื่อมะนาวมีอายุได้6เดือน โดยทำปีละ2ครั้ง โดยเลือกกิ่งที่ไม่มีประโยชน์ทิ้งไป เช่น กิ่งแคระแกรน , กิ่งที่คดๆงอๆ , กิ่งที่ขาดธาตุอาหารต่างๆ รวมไปถึงกิ่งที่เป็นโรคทริสเตซ่า,โรคกรีนนิ่งที่จะพบมากในฤดูฝน ซึ่งกิ่งเหล่านี้ถ้าเลี้ยงไว้ก็จะเป็นภาระให้กับต้นเปล่าๆ ถึงจะติดผลก็จะให้ผลออกมาลูกไม่ดกไม่โต
ดังนั้นเราควรทำการตัดแต่งทิ้งออกไปเพื่อทำให้ต้นมีแต่กิ่งที่สมบูรณ์พร้อมกับการติดผล
 
  • การตัดแต่งกิ่งก่อนให้ติดผล
     การตัดแต่งแบบนี้เพื่อที่จะให้ต้นนั้นแตกกิ่งออกมาใหม่ เพราะกิ่งที่แตกออกมาใหม่จะสามารถออกดอกได้ดีกว่ากิ่งแก่ๆควรตัดแต่งกับต้นมะนาวที่มีอายุ1ปีครึ่งขึ้นไปที่พร้อมจะให้ติดผลแล้ว โดยทำการตัดลดขนาดทรงพุ่มลงมาให้ทรงพุ่มเล็กกว่าเดิมและควรตัดก่อนช่วงที่จะให้มะนาวออกดอกประมาณช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน การตัดแต่งแบบนี้เหมาะสำหรับการเตรียมต้นที่จะให้มะนาวออกนอกฤดู
 
  • การตัดแต่งกิ่งหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต
     หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตไปแล้วกิ่งที่ให้ผลผลิตจะไม่มีธาตุอาหารเพียงพอในการแตกกิ่งออกมาใหม่ให้สมบูรณ์ เนื่องจากกิ่งที่ให้ผลผลิตจะส่งพลังงานธาตุอาหารไปยังผลมะนาว ทำให้กิ่งที่ติดผลมีสภาพโทรม ควรทำการตัดแต่งทิ้งออกไปเพื่อที่จะได้ให้ต้นมะนาวนั้นสร้างกิ่งที่สมบูรณ์ขึ้นมาใหม่ และพร้อมในการติดผลของปีต่อไป 
 

ตัดแต่งกิ่งกระโดงมะนาว

โซนในการตัดแต่งกิ่งมะนาว

ตัดกิ่งมะนาวมาเผาทำลายนอกแปลง

 หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมให้หาอ่านจากบทความของเว็บได้ที่  >> บทความ 
 

 

คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์

คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์

            สารคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์  ปัจจุบันถือว่าเป็นสารป้องกันโรคที่สำคัญของมะนาวนั่นก็คือโรคแคงเกอร์ในมะนาวนั่นเอง ซึ่งสารคอปเปอร์ถือว่าเป็นสารที่ได้รับความนิยมในหมู่ชาวสวนมะนาวทั่วประเทศกันเลยทีเดียว เนื่องจากสารคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดเชื้อรา และแบคทีเรียได้มากชนิด และราคาก็ไม่สูงมาก ซึ่งสารคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ ประกอบด้วยเนื้อทองแดงบริสุทธิ์อยู่มากถึง 50% จึงใช้ป้องกันกำจัดโรคแคงเกอร์ และโรคพืชอื่น ๆ ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา ได้ดีเยี่ยม และยังทนต่อการชะล้างของฝน เพราะอยู่ในรูปไมโครไนซ์ (Micronized Copper Hydroxide) มีอนุภาคเป็นผลึกรูปเข็ม ที่เล็กละเอียดมาก ( 2-4 ไมครอน) จึงสามารถแผ่กระจายครอบคลุมพื้นที่ผิวใบพืชได้มากกว่าสารคอปเปอร์อื่น ๆ จึงออกฤทธิ์กำจัดโรคพืชได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ โดยไม่เป็นอันตรายต่อพืช อัตราใช้น้อย แต่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดโรคสูง ละลายน้ำง่าย ไม่อุดตันหัวฉีด และไม่กัดโลหะ หรืออุปกรณ์พ่นสารเคมี
 
 
คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ ป้องกันแคงเกอร์
ประโยชน์ และวิธีใช้ :
 
ส้ม,มะนาว
 
ใช้อัตรา 10-20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร เพื่อป้องกันกำจัดโรคแคงเคอร์ โรคสแคป โรคเมลาโนส
โรคแอนแทรคโนส (โรคกิ่งแห้ง) 
 
ระยะห่างในการฉีดพ่น : ควรฉีดพ่น ทุก 7-10วันต่อครั้ง อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะฤดูฝน
 

ที่มาของข้อมูลจากบริษัทผู้ผลิต : บริษัท โซตัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมให้หาอ่านจากบทความของเว็บได้ที่  >> บทความ
 

 

นาโนซิงค์ออกไซด์ แก้โรคแคงเกอร์สวนมะนาว

นาโนซิงค์ออกไซด์ แก้โรคแคงเกอร์สวนมะนาว

     วันนี้ทางสวนมะนาวเมืองจันทร์ จะขอแนะนำ นาโนซิงค์ออกไซด์ แก้โรคแคงเกอร์ในมะนาวให้เพื่อนๆชาวสวนมะนาวได้รู้จักกัน วิทยาลัยนาโนเทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมกับศูนย์วิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร ด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี เอาใจเกษตรกรไทย คิดค้นอนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ ฉีดพ่นต้นมะนาวแทนสารเคมีในรูปแบบเดิม ส่งผลให้ผลมะนาวที่ได้มีขนาดใหญ่ขึ้น ผลกลมสวย ผิวเขียวมันเงางาม ไม่พบรอยจุดนูนสีน้ำตาลตามผล และไม่ถูกทำร้ายจากเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคแคงเกอร์ในมะนาวอีกต่อไป
 
      นางธนภร ธนภัทรเดชา เจ้าของสวนมะนาวธนพร ต.วังยาว อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ที่กำลังเจอกับโรคแคงเกอร์ระบาดพูดถึงปัญหาใหญ่ของชาวสวนมะนาว ซึ่งเกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้าระบาดทำให้ใบหงิกงอ-เหลือง-ร่วง...โรคนี้ระบาดเมื่อไรทำให้หนอนแมลง รบกวนง่าย ต้องพ่นยาวันเว้นวัน แม้จะฉีดยาหลายขนานกันหนอนแมลง แต่ผลผลิตไม่ดี ลูกออกมาผิวจะหนาด้าน น้ำน้อย ต้องขายเป็นกิโลฯ รายได้ตก ที่ผ่านมา ธนภร ต้องแก้ปัญหาด้วยการซื้อคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์กับคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ มาฉีด...ลงทุนแพงแต่ก็เอาไม่อยู่ เจ๊งกันไปหลายราย เพราะมะนาว 60 ไร่ ต้องซื้อสารเขียวเดือนละ 36,000 บาท ทุกเดือน 
 
    ซึ่งพอศูนย์วิจัยเกษตรด่านช้าง ได้แจ้งมายังเกษตรกรว่ามีโครงการให้เกษตรกรได้มาเรียนรู้วิธีการปลูก
  มะนาวอย่างมี ประสิทธิภาพ ตนเองจึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการทันที โดยได้นำแปลงมะนาวจำนวนกว่า
  60 ไร่ เข้ารับการทดลองปลูกโดยใช้อนุภาคนาโนซิงค์ออกไซด์ฉีดพ่นสารเคมีแบบดั้งเดิมที่เคยใช้อยู่
  ปรากฎว่า หลังจากที่ได้เริ่มทดลองเพียง 3 เดือน เริ่มเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ของผลผลิตที่ได้ทั้ง
  ในเรื่องของคุณภาพและปริมาณ อีกทั้งต้นทุนในการปลูกก็ลดลงด้วย จากเดิมมีต้นทุนในการปลูกต่อไร่
  ประมาณ 100บาท  
    หลังจากที่มีการใช้อนุภาคนาโนฯ ทำให้ต้นทุนที่ใช้ลดลง เหลือเพียง 25 บาทต่อไร่ต่อรอบการฉีดพ่น
  สารเคมี และคุณภาพของผลมะนาวก็ดีขึ้น ทำให้คนที่มารับจากสวนไปขาย ก็ให้ราคาตามมาตรฐานของ
  สวน โรคแคงเกอร์ที่เคยระบาดในมะนาวก็ไม่เกิดขึ้นอีก อีกทั้งยังสามารถให้ผลผลิตได้เพียงพอกับความ
  ต้องการในท้องตลาด ซึ่งสามารถสร้างรายได้โดยเฉลี่ยเดือนละกว่า 100,000 บาท
 
   สำหรับเกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่สนใจ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วิทยาลัยนาโน
  เทคโนโลยีพระจอมเกล้าลาดกระบัง สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กรุงเทพฯ
  เบอร์โทรศัพท์ 02-329-800 ต่อ3034  หรือศูนย์วิจัยนาโนเทคโนโลยีเพื่อการเกษตร ด่านช้าง จังหวัด
  สุพรรณบุรี เบอร์โทรศัพท์ 02-3298000 ต่อ 3076 หรือเข้าไปที่    www.nano.kmitl.ac.th
                                  ที่มา :   www.nano.kmitl.ac.th     http://news.thaipbs.or.th     http://www.thairath.co.th
                                  หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมให้หาอ่านจากบทความของเว็บได้ที่  >> บทควา
คุณอยู่ที่: Home