สวนมะนาวเมืองจันทร์ 5หมู่7 ต.ซึ้ง อ.ขลุง จ.จันทบุรี  www.chanapanmanaw.com 

7 items tagged "โรคเมลาโนส"

ทั้งหมด 1 - 5 จาก 7

แมลงศัตรูที่สำคัญประจำสวนมะนาว

สร้างใน วันอังคาร, 03 ธันวาคม 2556 15:48

แมลงศัตรูที่สำคัญประจำสวนมะนาว

สิ่งหนึ่งที่สำคัญสำหรับชาวสวนมะนาวที่มองข้ามกันไปไม่ได้ นั่นก็คือแมลงศัตรูที่สำคัญประจำสวน
  มะนาวซึ่งแมลงศัตรูทั้งหลายนี้เป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้ส่วนต่างๆของต้นมะนาวเสียหาย เช่น กิ่ง,ใบ,ผล
  และแมลงศัตรูบางชนิดก็ยังเป็นพาหะนำโรค เช่น ราดำ ซึ่งวันนี้ทางสวนมะนาวเมืองจันทร์ จะขอพูดถึง
  แมลงศัตรูที่สำคัญหลักๆที่พบได้ในสวนมะนาว มีดังนี้
หนอนชอนใบมะนาว
หนอนชอนใบมะนาวถือศัตรูตัวสำคัญอีกอย่างหนึ่งของชาวสวนมะนาวและพืชตระกูลส้มทั้งหลาย โดย
  จะถูกกัดกินทำลายบริเวณผิวใบจะเห็นเป็นเส้นคดเคี้ยว วกไปวนมาคล้ายทางเดินของหอยทาก และจะทำให้
  ใบหงิกงอ ขอบใบม้วนเข้าหาเส้นกลางใบ และใบไม่เจริญเติบโต ต้นมะนาวจะแคระแกร็นและไม่ติตผล 
          การดูแลป้องกันกำจัดหนอนชอนใบ ในระยะที่มะนาวแตกใบอ่อนจนถึงระยะที่ใบเพลาดควรพ่นยา
  ป้องกันกำจัดโดยใช้สารเคมีที่ชื่อว่า อะบาเม็กติน ฉีดพ่น หรือใช้สมุนไพรไล่แมลงฉีดพ่นได้
 
เพลี้ยไฟ นั้นถือเป็นศัตรูที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งสำหรับชาวสวนมะนาว ซึ่งเพลี้ยไฟเป็นแมลงจำพวก
  แมลงปากดูด และมีขนาดลำตัวที่เล็กซึ่งเพลี้ยไฟจะเข้าดูดน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อนมะนาว ซึ่งอาการของ
  ใบมะนาวที่ถูกเพลี้ยไฟเข้าทำลายจะมีอาการหยิกงอ ใบม้วนเข้าหากัน และผลของมะนาวที่ถูกเพลี้ยไฟเข้า
  ทำลายจะปรากฎรอยสีเทา เป็นวงบริเวณขั้วผล และก้นผลหรือเป็นขีดสีเทาตาม ความยาวของผล
การป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ เมื่อพบเพลี้ยไฟระบาดให้ทำการฉีดพ่น สารที่มีชื่อว่า คาโบซันแฟน หรือ
  สารเคมีที่มีชื่อว่า อิมิดาคลอพริด หรือสมุนไพรไล่แมลง ในอัตราที่เหมาะสม และไม่ควรฉีดพ่นในช่วงที่
  อากาศนั้นร้อนจัด ควรฉีดพ่นในช่วงเช้าหรือในช่วงเวลาเย็น
 
3.แมลงค่อมทอง 
แมลงค่อมทองเป็นแมลงปีกแข็งตัวออกสีเหลืองไข่ มีปากคล้ายด้วง มักพบได้ในช่วงเดือนธันวาคมถึง
  เดือนเมษายน ถือเป็นช่วงฤดูผสมพันธุ์ของแมลงค่อมทอง ลักษณะการเข้ามาทำลายของแมลงค่อมทอง
  แมลงค่อมทองจะเข้ามากัดกินใบมะนาวโดยส่วนมากจะกัดกินที่ใบแก่ทำให้ใบมะนาวนั้นแหว่ง
การป้องกันกำจัด หากพบแมลงค่อมทองไม่มากสามารถหยิบจับแมลงค่อมทองไปโยนทิ้งนอกแปลง
  ได้หากพบแมลงค่อมทองระบาดหนักให้ใช้สารเคมีที่มีชื่อว่าคาร์บาริลหรือเรียกอีกชื่อว่าเซฟวินฉีดพ่นได้
 
ไรแดงส่วนใหญ่มักจะพบมากในฤดูร้อนและจะเข้ามาทำลายโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อนของ
  ใบมะนาว ซึ่งจะทำให้ใบมะนาวหยิกงอ ส่วนผลของมะนาวที่ถูกไรแดงเข้าทำลาย ผลจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน
  และก็เปลี่ยนมาเป็นสีน้ำตาล ซึ่งจะทำให้ผลร่วงหล่นเร็วกว่าช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยว
การป้องกันกำจัดไรแดง ในช่วงที่พบไรแดงระบาดสามารถใช้ผงกำมะถันชนิดละลายน้ำ ในอัตราที่
  เหมาะสม หรือใช้สารจำพวกไดโคโฟล,โพรพาร์ไกต์,ไพริดาเบน ฉีดพ่น
 
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมให้หาอ่านจากบทความของเว็บได้ที่  >> บทความ 

หนอนชอนใบ

เพลี้ยไฟมะนาว

แมลงค่อมทอง

โรคที่สำคัญของมะนาว

สร้างใน วันอังคาร, 03 ธันวาคม 2556 15:00

โรคที่สำคัญของมะนาว

          ลักษณะอาการ จะเกิดขึ้นได้แทบทุกส่วน ทั้งที่ใบ กิ่งก้าน และผล โดยอาการที่ใบ
     และผลจะมีลักษณะคล้ายกัน คือจะเกิดเป็นแผลกลม แล้วจะขยายใหญ่ ฟู นูนคล้ายฟอง
     น้ำ มีสีเหลืองอ่อนถึงสีเหลืองเข้ม ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม และจะแตกเป็นสะเก็ด
     มีวงแหวนสีเหลืองล้อมรอบแผล ส่วนอาการที่กิ่งก้าน จะมีแผลฟูนูนสีเหลือง ต่อมาแผลจะ
     แตกแห้งเป็นสีน้ำตาลขยายไปรอบๆ กิ่ง รูปร่างธองแผลไม่แน่นอน และไม่มีวงแหวนล้อม
     รอบ เมื่อต้นมะนาวเป็นโรคนี้มากๆ จะแสดงอาการต้นโทรม แคระแกร็น ใบร่วง ผลผลิตลด
     ลงกิ่งและต้นจะแห้งตายในที่สุด
 
          การป้องกันกำจัด ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคเผาทำลาย ไม่ขยายพันธุ์จากต้นแม่ที่เป็นโรค
     แคงเกอร์ พยายามอย่าให้มะนาวเกิดบาดแผล และ ป้องกันแมลงที่เป็นพาหะ เช่น หนอน
     ชอนใบ ด้วยการฉีดพ่นอะบาเม็กติน  และพ่นสารป้องกันโรคแคงเกอร์ด้วย คอปเปอร์ไฮ
 
2. โรคราดำ
    ลักษณะอาการ ใบ กิ่งก้าน และผลจะมีราสีดำ สกปรกกระด้างทำให้ผมไม่สวยต้น
     มะนาวจะแคระแกร็น การป้องกันกำจัด ทำลายส่วนที่เป็นโรคโดยการเผาไฟหรือใช้ สาร
     เคมีกำจัดแมลงฉีดพ่นเพื่อกำจัดแมลงประเภทปากดูดจำพวกเพลี้ยแป้งชึ่งเป็นสาเหตุ ทำ
     ให้เกิดโรคราดำ
 
3. โรคกรีนนิ่ง (ใบแก้ว)
          ลักษณะอาการ ใบจะด่างเป็นสีเหลือง หรือขาวใสระหว่างเส้นใบ ใบมีขนาดเล็กลง
     ในที่สุดใบและยอดจะแห้งตาย ผลมีขนาดเล็ก น้ำหนักน้อย ต้นจะโทรม
 
          การป้องกันกำจัดทำลายส่วนที่เป็นโรคโดยการเผาไฟ ใส่ปุ๋ยที่มี ธาตุสังกะสีและ
     แมกนีเชียม ปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างของดินใหัอยู่ระหว่าง 6.0-6.5
 
4. โรคยางไหล
          ลักษณะอาการ มีอาการยางไหลบริเวญลำต้น เปลือกจะเน่าและแผลจะลุกลาม
    ไปถึงเนื้อไม้การป้องกันกำจัด ควรตัดแต่งกิ่งและกำจัดวัชพืชเพื่อให้แสงแดดส่องได้ทั่วถึงและ
    ควรทาบาดแผลด้วยสารทองแดงหรือกำมะถันผสมปูนขาว ถ้ามีการระบาดมากก็เผาทำลายเสีย
ลักษณะอาการที่เกิดกับกิ่งก้านแต่ไม่มีแผลเน่าจะเกิดจากการขาดธาตุโบรอนและทองแดง
    ควรฉีดพ่นธาตุโบรอนและทองแดงเพื่อป้องกันลำกิ่งแตกเปราะง่ายจนเกิดยางไหล
 
    ลักษณะอาการ รากฝอยและรากแขนง จะเน่ามีสีน้ำตาลหรือดำ ลักษณะเหนียว ไม่ยุ่ย เปลือก
    ของลำต้นจะปริแตกออก โดยเฉพาะโคนต้น และมียางไหลบริเวณขอบแผล เมื่อรากและต้นถูก
    ทำลายมากๆ จะทำให้ใบเหลืองและร่วงหล่น
 
         การป้องกันกำจัด อย่าให้มีน้ำขัง บริเวณโคนต้น และไม่ควรใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกมากเกิน
    ในช่วงฤดูฝน การรักษาให้ใช้สาร เมทาแลกซิล หรือเชื้อไตรโครเดอร์ม่าผสมน้ำราดลงที่โคนต้น

โรคแคงเกอร์

โรคกรีนนิ่ง

โรคยางไหล

โรครากเน่าโคนเน่า

    แหล่งที่มาจาก สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

    หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมให้หาอ่านได้จาก บทความ ของเว็บไซต์

 

โรคเมลาโนสหรือโรคราน้ำหมากในสวนมะนาว

สร้างใน วันเสาร์, 09 พฤศจิกายน 2556 19:03

โรคเมลาโนสหรือโรคราน้ำหมากในสวนมะนาว

วันนี้ทางสวนจะขอพูดถึง โรคเมลาโนสหรือโรคราน้ำหมากในสวนมะนาวที่ได้เกิดขึ้นกับต้นมะนาวแป้น
  พิจิตร1 ของทางสวนเอง โดยอาการของโรคนี้ จะมีอาการใบเป็นจุดด่างๆ หรือเป็นกระ ที่บริเวณผิวใบ มะนาว
  และเป็นเหมือนคราบน้ำหมากเป็นจุดๆสีน้ำตาลที่บริเวณใต้ใบของมะนาว โดยอาการนี้เริ่มพบในช่วง ปลายฤดู
  ฝน โดยเฉพาะใบที่อยู่ใกล้กับโคนต้น หรือใบที่โดนแสงแดดส่องไม่ถึง   ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้พบโรคเมลาโนส
  หรือโรคราน้ำหมากระบาดในช่วงนี้ ซึ่งทางสวน ก็ได้ทำการตัดแต่งกิ่งมะนาว และใบมะนาวที่เป็นออก แล้ว
  ก็ได้ทำการพ่นยาป้องกันโรคนี้ เพื่อป้องกันยอดชุดต่อไปจะได้ไม่เป็นโรคนี้อีก โดยปกติโรคนี้จะเป็นเฉพาะใบ
  ที่เพสลาดจนถึงใบที่แก่ ส่วนใบอ่อนของมะนาวทางสวนไม่พบโรคนี้
 
ซึ่งลูกค้าหลายท่านที่ปลูก มะนาวแป้นพิจิตร1 ทั้งที่เดินทางมาเยี่ยมชมสวนและชาวสวนมะนาว
  หลายท่านที่ได้พูดคุยกัน ต่างก็บอกว่าเป็นโรคนี้เหมือนกันแต่ก็ไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไรจะแก้ยังไง บางท่านก็
  ตีความไปว่าเป็น โรคแคงเกอร์ในมะนาว ซึ่งโรคเมลาโนสหรือโรคราน้ำหมากนี้บริเวณที่เป็นแผลจะไม่มี
  ความนูนเป็นสะเก็ดเหมือนกับโรคแคงเกอร์ วันนี้ทางสวนเลยขอพูดถึงโรคเมลาโนสหรือโรคราน้ำหมาก
  ในสวนมะนาว ว่าเป็นอย่างไรให้เพื่อนๆชาวสวนมะนาวได้รู้จักกัน

โรคเมลาโนส หรือโรคราน้ำหมาก
  โรคเมลาโนส หรือโรคราน้ำหมาก เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา Cercospora citri พบระบาดมากในฤดูแล้ง หรือ
  ประมาณเดือนตุลาคมถึงเมษายน โรคนี้มักเกิดกับใบที่เริ่มเพสลาด โดยเกิดตุ่มคล้ายกระดาษทรายน้ำ หรือ
  เกิดรอยเปื้อนคล้ายน้ำหมากบนใบ โดยเฉพาะด้านใต้ใบ และอาจเกิดกับกิ่งทำให้แห้งตายจากปลายกิ่งได้
 
การป้องกันกำจัด
  1. ตัดแต่งกิ่ง และทรงพุ่มของต้นมะนาวไม่ให้รกทึบ
  2. หากพบโรคในระยะแรกเริ่มและไม่มีการระบาดมาก ควรรีบตัดกิ่งที่เป็นโรคและเผาทำลาย
ฉีดสารเคมี
      ป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ซีเนบ มาเนบ หรือแมนโคเซบ เพื่อป้องกันการระบาดของโรค
  3. ในกรณีที่เกิดการระบาดของโรค ควรใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราโพรพิเนบ คลอโรทาโลนิล หรือ
      คาร์เบนดาซิม ฉีดพ่นประมาณ 7 - 10 วัน/ครั้ง ฉีดพ่น 2 - 3 ครั้งติดต่อกัน

โรคเมลาโนสอาการที่เกิดบริเวณใต้ใบ

 

โรคเมลาโนสอาการที่เกิดบริเวณผิวใบ

 

โรคเมลาโนสหรือโรคราน้ำหมากในมะนาว

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมให้หาอ่านจากบทความของเว็บได้ที่  >> บทความ 
 

โรคแคงเกอร์ในมะนาว

สร้างใน วันศุกร์, 11 ตุลาคม 2556 22:53

โรคแคงเกอร์ในมะนาว

โรคแคงเกอร์ ถือว่าเป็น โรคที่สำคัญ ที่สุดของพืชตระกูลส้มต่างๆ เช่น ส้มโอ ส้มสายน้ำผึ้ง ส้มเขียวหวาน ส้มโชกุน รวมทั้งมะนาวด้วย ซึ่ง
หากดูแลและป้องกันโรคแคงเกอร์ไม่ดี โรคแคงเกอร์นั้นจะเข้าทำลายในทุกๆส่วนของต้นมะนาว ไม่ว่าจะเป็น ลำต้น กิ่ง ใบ แลผล หากมีการระบาดรุนแรงสามารถเข้าทำลายกิ่งและลำต้นได้  ทำให้ใบร่วงมาก ต้นโทรม   แคระแกร็น กิ่งแห้งตาย  ผลผลิตลดลง และต้นตายในที่สุด สาเหตุนั้นก็มาจาก เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas axonopodis pv.citri  
 
     
ลักษณะอาการของโรคแคงเกอร์
ลักษณะอาการ จะเกิดขึ้นได้แทบทุกส่วน ทั้งที่ใบ กิ่งก้าน และผล โดยอาการที่ใบจะมี
    ลักษณะ คือจะเกิดเป็นแผลกลม แล้วจะขยายใหญ่ ฟู นูนคล้ายฟองน้ำ มีสีเหลืองอ่อนถึงสี
    เหลืองเข้ม ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม และจะแตกเป็นสะเก็ด มีวงแหวนสีเหลืองล้อม
    รอบแผล ส่วนอาการที่กิ่งก้าน จะมีแผลฟูนูนสีเหลือง ต่อมาแผลจะแตกแห้งเป็นสีน้ำตาล
    ขยายไปรอบๆ กิ่ง รูปร่างของแผลไม่แน่นอน และไม่มีวงแหวนล้อมรอบ ถ้าเกิดแผลแคง
    เกอร์บนผล อาจทำให้ผลแตกในลักษณะตามขวางได้ เนื่องจากบริเวณแผลเป็นเนื้อตายแห้ง
    แข็งจึงไม่ขยายตามขนาดผล เมื่อต้นมะนาวเป็นโรคนี้มากๆ จะแสดงอาการต้นโทรม แคระ
    แกร็น ใบร่วง ผลผลิตลดลงกิ่งและต้นจะแห้งตายในที่สุด
 
ช่วงที่พบโรคแคงเกอร์ระบาดมากที่สุด
โรคแคงเกอร์ที่พบในสวนมะนาว จะพบมากที่สุดในช่วงฤดูฝน ตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม- 
    เดือนตุลาคมของทุกๆปี ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas axonopodis
    pv.citri  โดยจะแพร่กระจายไปกับลม น้ำ น้ำฝน หรือกิ่งพันธุ์ที่เป็นโรค นอกจากนี้การเข้า
    ทำลายของแมลง เช่น หนอนชอนใบ จะทำให้เกิดแผล ซึ่งจะเป็นช่องทาง ให้เชื้อแบคทีเรีย
    สาเหตุของโรคแคงเกอร์เข้าทำลายได้ง่าย 
 
การป้องกันและกำจัดโรคแคงเกอร์
การป้องกันและกำจัด สามารถทำได้ด้วยการปลูกด้วยกิ่งพันธุ์ที่ปลอดจาก โรคแคงเกอร์
    และไม่ขยายพันธุ์จากต้นแม่พันธุ์ที่เป็นโรคแคงเกอร์ หมั่นคอยดูแลและตรวจแปลงอย่างสม่ำ
    เสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่พืชกำลังแตกใบอ่อน หรือติดผลอ่อนต้องคอยระวังแมลงที่เป็นพาหะ
    เช่น หนอนชอนใบ ซึ่งจะเข้ามาทำลายใบอ่อนให้เกิดแผล ซึ่งจะเป็นช่องทาง ให้เชื้อแบคทีเรีย
    สาเหตุของโรคแคงเกอร์เข้าทำลายได้ง่าย ในช่วงฤดูฝน หมั่นคอยทำความสะอาดแปลงปลูก
    โดย การตัดแต่งกิ่ง แห้งที่เป็นโรครวมทั้งเก็บใบ และผลที่เป็นโรคออกจากบริเวณแปลงปลูก
    แล้วนำไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงเสียให้หมด 
 
การป้องกันโรคแคงเกอร์ สามารถทำได้ด้วยการฉีดพ่นสารเคมี คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์
    ในอัตรา 15-20 กรัม ต่อน้ำ20 ลิตร โดยทำการพ่นทุก7-10วัน ต่อครั้ง อย่างสม่ำเสมอ โดย
    เฉพาะฤดูฝน  หรือป้องกันโรคแคงเกอร์โดยวิธีการฉีดพ่นด้วย สาร นาโนซิงค์ออกไซด์
    ในอัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 200 ลิตร ระยะเวลาในการฉีดพ่นทุก 10-15 วันต่อครั้ง
 

โรคแคงเกอร์ในมะนาว

โรคแคงเกอร์มะนาว

โรคแคงเกอร์ที่พบในมะนาว

ลักษณะอาการของโรคแคงเกอร์

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมให้หาอ่านได้จาก บทความ ของเว็บไซต์
 

สารจับใบมะนาวเพิ่มประสิทธิภาพในการพ่นยา

สร้างใน วันจันทร์, 07 ตุลาคม 2556 16:09

สารจับใบมะนาวเพิ่มประสิทธิภาพในการพ่นยา

การดูแลรักษาต้น,กิ่ง,ใบ ของต้นมะนาวนั้น ชาวสวนมะนาวก็ต้องพ่นยากันหลากหลายชนิด
ไม่ว่าจะเป็น สารกำจัดแมลง ฮอร์โมนซึ่งสารก็มีทั้งแบบน้ำและแบบผงหรือในรูปแบบปุ๋ยเกร็ด การ
พ่นยาในแต่ละครั้งโดยเฉพาะฤดูฝน หากตัวสารโดนน้ำฝนหรือน้ำค้าง สารก็จะถูกชำระล้างออกไป
ทำให้หมดประสิทธิภาพเร็วกว่าที่ควร ทำให้ต้องพ่นยาใหม่ ซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองระยะเวลาและยาที่
พ่นอีกทั้งทั้งค่าใช้จ่ายการใช้สารจับใบผสมเข้าไปในตัวยาที่ใช้พ่นในสวนมะนาว ก็จะเป็นการเพิ่ม
ประสิทธิภาพของตัวยาที่ใช้พ่น ทำให้สารเกาะติดใบพืชได้นานทนต่อการชะล้างของน้ำฝน ซึ่งก็จะ
เป็นประโยชน์ทำให้ประหยัดระยะเวลาประหยัดตัวยาที่ใช้พ่นไม่ต้องพ่นบ่อยๆ อีกทั้งยังประหยัดค่า
ใช้จ่ายไปด้วย
สารจับใบหรือยาจับใบพืช
สารจับใบ หรือยาจับใบ(surfactant) คือ สารที่ช่วยลดแรงตึงผิว
ของใบพืช เมื่อผสมสารจับใบแล้ว ส่วนผสมของสารเคมีเกษตรกร
ที่มีสารจับใบอยู่ด้วยจะไม่เกาะตัวเป็นหยดน้ำ และไหลหล่นจากใบ
พืช แต่สารเคมีเหล่านี้จะกระจายไปทั่วทั้งใบ ทำให้มีประสิทธิภาพ
ในการแทรกซึมเข้าไปในใบพืชมากขึ้น   และสารจับใบนี้ ซึ่ง
ปัจจุบันมีอยู่หลายยี่ห้อ ซึ่งก็มีราคาไม่แพงมากประมาณกระติกละ
100บาทปริมาณ ลิตร ราคาจากผลิตภัณฑ์ที่ทางสวนได้ใช้อยู่
 
คุณสมบัติของสารจับใบที่ใช้ในสวนมะนาว
 
1. ช่วยให้ยาปราบศัตูพืชต่างชนิดรวมกันดีขึ้น เช่น ยาผง กับยาน้ำ
2. ช่วยลดแรงตึงของผิวละอองน้ำยาที่พ่นทำให้แพร่กระจายกว้าง
    และเปียกสม่ำเสมอ ทั่วพื้นผิวของพืชอย่างรวดเร็ว
3. ช่วยให้สารเคมีที่พ่นจับติดแน่น และมีปริมาณมากกว่า สามารถ
    มองเห็นด้วยตาเปล่า ทำให้น้ำยาไม่ไหลสูญเสียไป
4. ช่วยยืดอายุการออกฤทธิ์ และเพิ่มประสิทธิภาพของสารเคมี
    โดยลดการสูญเสียจากสภาพแวดล้อมเช่น แสงแดด ฝนตก 
    ลม และการให้น้ำ
5. ช่วยลดปริมาณน้ำยาที่พ่น ทำให้ประหยัดและได้ผลเยี่ยม
6. ใช้ได้กับพืชทุกชนิด โดยเฉพาะพืชที่มีผิวมัน ใบนวล ใบคาย
    พืชที่มีขน ซึ่งปกติแล้วน้ำยาจะจับติดยาก
 
วิธีใช้สารจับใบ
 
ใช้ในอัตรา 10-20 ซีซี ต่อน้ำ 20ลิตร ผสมกับน้ำยาปราบศัตรูพืช,
ปุ๋ยเกร็ด,ธาตุอาหารเสริม,หรือปุ๋ยน้ำต่างๆ แล้วจึงค่อยผสมสารจับ
ใบเป็นสารสุดท้ายที่ผสมลงในถังที่พ่น โดยคนให้ยาที่ผสมให้เข้า
กันเสียก่อนแล้วจึงฉีดพ่น แต่ทั้งนี้แต่ละยี่ห้ออัตราการผสมไม่เท่ากัน

สารจับใบมะนาวเพิ่มประสิทธิภาพในการพ่นยา

 

คุณสมบัติสารจับใบมะนาว

 

วิธีใช้สารจับมะนาว

หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมให้หาอ่านจากบทความของเว็บได้ที่  >> บทความ 
 
คุณอยู่ที่: Home